4.3

Section ที่ควรมีใน Landing Page

1. Hero Section

Hero คือส่วนแรกที่ผู้ใช้เห็น ต้องตอบให้ได้ว่า:

  • เว็บนี้คืออะไร
  • ช่วยใคร
  • ช่วยแก้ปัญหาอะไร
  • มีจุดขายอะไร
  • ต้องกดอะไรต่อ

ตัวอย่าง:

Text
Headline: ทำเว็บไซต์ธุรกิจให้ดูน่าเชื่อถือ พร้อมใช้งานจริง
Subheadline: เหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากมีเว็บไซต์ไว้รับลูกค้าใหม่ โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
CTA: ทัก LINE เพื่อขอดูแนวทางเว็บไซต์
Secondary CTA: ดูตัวอย่างผลงาน

Hero ที่ดี

ควรทำให้ผู้ใช้เข้าใจภายในไม่กี่วินาทีว่าเว็บนี้ช่วยใครและช่วยเรื่องอะไร อย่าใช้คำกว้างเกินไป เช่น “ยกระดับธุรกิจของคุณ” โดยไม่มีรายละเอียดรองรับ

2. Problem Section

ใช้เล่าปัญหาของกลุ่มเป้าหมาย เช่น:

  • มีเพจแล้วแต่ลูกค้ายังไม่มั่นใจ
  • ยิงแอดแล้วไม่มีหน้าเว็บรองรับ
  • อยากมีเว็บไซต์แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง
  • กลัวจ้างทำเว็บแล้วไม่ตรงใจ
  • ไม่มีเวลาเตรียมข้อมูลเอง

Problem Section ไม่ควรเขียนเพื่อทำให้ผู้ใช้รู้สึกผิด แต่ควรสะท้อนปัญหาที่เขาเจอจริงและทำให้เขารู้สึกว่าเว็บนี้เข้าใจสถานการณ์ของเขา

3. Solution Section

ใช้บอกว่าวิธีของคุณช่วยแก้ปัญหาอย่างไร เช่น:

  • ช่วยวางโครงเว็บให้
  • ออกแบบหน้าแรกให้ดูก่อน
  • ทำเว็บให้รองรับมือถือ
  • มีปุ่มติดต่อชัดเจน
  • พร้อม Deploy ขึ้นออนไลน์

Solution Section ควรตอบกลับไปยัง Problem ก่อนหน้าโดยตรง ถ้าปัญหาคือ “ไม่รู้จะเริ่มเตรียมข้อมูลอย่างไร” Solution อาจเป็น “มีขั้นตอนช่วยวางโครงเนื้อหาและ Brief ก่อนเริ่มทำเว็บ”

4. Service / Feature Section

แสดงสิ่งที่ผู้ใช้จะได้รับ เช่น:

  • ออกแบบหน้าเว็บ
  • พัฒนาเว็บไซต์
  • รองรับมือถือ
  • เชื่อมฟอร์มติดต่อ
  • ติดตั้ง Tracking
  • ดูแลหลังส่งมอบ

เวลาเขียน Feature ให้พยายามเชื่อมกับประโยชน์ เช่น “รองรับมือถือ” ควรแปลต่อให้ผู้ใช้เข้าใจว่า “ลูกค้าเปิดจากโทรศัพท์แล้วอ่านง่ายและกดติดต่อได้ทันที”

5. Process Section

แสดงขั้นตอนการทำงาน เช่น:

Text
1. คุยโจทย์
2. วางโครงเว็บ
3. ออกแบบหน้าแรก
4. พัฒนาเว็บ
5. ตรวจงาน
6. Deploy
7. ส่งมอบ

Process Section ช่วยลดความกังวลของผู้ใช้ เพราะทำให้เขารู้ว่าถ้าติดต่อแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อ โดยเฉพาะบริการที่ต้องคุยรายละเอียดก่อนเริ่มงาน

6. Portfolio / Example Section

ใช้แสดงตัวอย่างงาน เว็บไซต์ที่เคยทำ Mockup, Case Study, Before / After หรือ Demo Project

ถ้าคุณยังไม่มีผลงานจริง สามารถใช้ Demo Project ที่ทำในคอร์สนี้เป็น Portfolio เริ่มต้นได้

ถ้าใช้ Demo Project ให้เขียนให้ชัดว่าเป็นโปรเจกต์ตัวอย่าง และเล่าว่าคุณรับผิดชอบส่วนไหน เช่น วาง Brief, ออกแบบ Section, เขียน Next.js, Deploy หรือวาง Tracking Plan

7. Pricing Section

ใช้แสดงราคา แพ็กเกจ หรือราคาเริ่มต้น

ตัวอย่าง:

Text
Starter: เหมาะกับเริ่มต้น
Growth: เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการหน้าเว็บครบขึ้น
Business: เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการระบบและการวัดผล

ถ้ายังไม่พร้อมระบุราคาเต็ม สามารถใช้ “ราคาเริ่มต้น” หรือ “ขอใบเสนอราคา” ได้ แต่ต้องบอกให้ชัดว่าผู้ใช้จะได้อะไรจากการติดต่อ

8. FAQ Section

ใช้ตอบข้อกังวล เช่น:

  • ใช้เวลากี่วัน
  • ต้องเตรียมข้อมูลอะไร
  • แก้ไขได้กี่ครั้ง
  • มีค่าใช้จ่ายรายปีไหม
  • เว็บรองรับมือถือไหม
  • หลังส่งมอบแก้ไขเองได้ไหม

FAQ ที่ดีควรมาจากข้อกังวลจริงของผู้ใช้ ไม่ใช่คำถามที่ใส่ไว้ให้หน้าเว็บดูยาวขึ้น ให้เริ่มจากคำถามที่ผู้ใช้มักถามก่อนซื้อหรือติดต่อ

9. Final CTA Section

ใช้ปิดท้ายและชวนให้ผู้ใช้ทำ Action

ตัวอย่าง:

Text
อยากมีเว็บไซต์ที่ช่วยให้ธุรกิจดูน่าเชื่อถือขึ้น?
ทัก LINE เพื่อเริ่มคุยโจทย์ได้เลย
Sectionหน้าที่หลักสิ่งที่ควรระวัง
Heroทำให้เข้าใจ Offer และ CTA เร็วที่สุดHeadline กว้างเกินไปหรือ CTA ไม่เด่น
Problemสะท้อนปัญหาของกลุ่มเป้าหมายเขียนดราม่าเกินจริงหรือไม่ตรงผู้ใช้
Solutionอธิบายว่าคุณช่วยแก้ปัญหาอย่างไรพูดแต่ฟีเจอร์โดยไม่โยงกับปัญหา
Servicesบอกสิ่งที่ได้รับรายการเยอะจนอ่านไม่ออกว่าอะไรสำคัญ
Processเพิ่มความมั่นใจเรื่องขั้นตอนขั้นตอนยาวเกินไปจนดูยุ่งยาก
FAQลดข้อกังวลก่อนติดต่อตอบสั้นเกินไปหรือไม่ตอบข้อกังวลจริง
Final CTAชวนให้ทำ Action สุดท้ายใช้ CTA คนละคำกับส่วนอื่นจนสับสน